2006/Sep/05

ท่ามกลางกระแสข่าวน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากในเขตภาคเหนือของประเทศไทย พวกเรา 8 ชีวิต ฝ่ากระแสน้ำไปเที่ยวเพชรบูรณ์ พิษณุโลก ให้ตื่นเต้นกันเล่น

ทริปภูหินร่องกล้า น้ำตกหมันแดง ล่องแก่งน้ำเข็ก ของพวกเราเริ่มโดยพี่เม่นที่อยากจะไปล่องแก่งน้ำเข็ก และเดินเล่นบนโลกไซเบอร์ไปเจอ trekkingthai.com แล้วก็เชิญชวนสมาชิกได้แก่ ฉัน พี่ต่อ นามิโกะ มาซาโยะ พี่อั๋น พี่ปุ๊ก และพี่แก๊ป ไปร่วมทริปอันแสนสนุกด้วยกัน

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2549 พวกเราไปรวมตัวกันที่ปั๊ม ปตท. สนามเป้า เพื่อขึ้นรถตู้มุ่งหน้าสู่ภูหินร่องกล้า .. เราได้เจอกับคุณหนึ่ง และคุณคมสัน ทีมงานของ trekkingthai ที่ดูแลพวกเราอย่างดีตลอดการเดินทาง

พวกเราไปถึงภูหินร่องกล้าตอนเช้าตรู่ อากาศเย็นสบายจนเกือบหนาว พวกเราได้ล้างหน้าแปรงฟันกันที่ร้านค้าบนอุทยานฯ แล้วก็ได้ดื่มกาแฟ แกล้มกับขนมปัง ตบท้ายด้วยข้าวต้มหมูร้อน ร้อน ควันกรุ่น เมื่อท้องอิ่มก็สดชื่นขึ้นเยอะ มีแรงไปเดินสำรวจธรรมชาติบนภูหินร่องกล้ากันอย่างเต็มที่ โดยเริ่มจากไปลานหินแตก ลานหินปุ่ม ผาชูธง ซึ่งระหว่างทางเต็มไปด้วยดอกไม้เล็ก เล็ก แสนน่ารัก และธรรมชาติอันงดงาม บวกกับไอเย็นและเมฆหมอกที่ปกคลุม ทำให้ทิวทัศน์ตลอดทางสวยงามขึ้น

ระหว่างทางจะกลับไปที่รถ ฉันลื่นล้มแขนถลอกนิดหน่อย แต่ที่น่ากลัวคือกล้องก็กระแทกพื้นด้วย แต่เจ้าบึ้กก็ไม่เป็นอะไร ยังสบายดีและถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (กล้องเขาดีจริง จริง !! .. เปียกฝน หล่นกระแทก ก็ยังใช้การได้ดี) .. ที่ล้มเป็นเพราะฉันเดินไม่ค่อยดี ด้วยความที่เจ็บตัวรายวันก่อนไป ทำให้นึกขยาดกับการได้แผล แล้วมันก็ได้แผลจริง จริง

-_-

ก่อนจะขึ้นรถเพื่อไปน้ำตกหมันแดง ฉันและสมัครพรรคพวกอีกหลายคนซื้อรองเท้าผ้าใบจีนแดงราคา 100 บาท มาใส่ เพราะเสียดายรองเท้าตัวเองบ้าง ไม่มั่นใจในสมรรถภาพของรองเท้าที่ใส่มาบ้าง ก็ทางเดินไปน้ำตกหมันแดงไม่ใช่เล่น เล่น !!!

ก่อนจะไปน้ำตกหมันแดงซึ่งเป็นไฮไลท์ของวัน พวกเราได้แวะไปชมโรงเรียนการเมืองการทหาร และกังหันน้ำ ก่อน ถือว่าเป็นการวอร์มอัพการใช้รองเท้าใหม่ของฉันไปด้วยในตัว เสร็จแล้วก็ขึ้นรถเพื่อไปน้ำตกหมันแดง แต่ด้วยความสวยงามของระหว่างทาง ทำให้พวกเราได้แวะถ่ายรูปท้องฟ้าสวย สวย และวัวสาว สาว กันอีกพักใหญ่

ข้าวผัดกุ้งแสนอร่อยช่วยให้พวกเรามีเรี่ยวแรงที่จะเดินเข้าสู่น้ำตกหมันแดง .. ระยะทางจากที่ได้อ่านโปรแกรมมาล่วงหน้าคือเดินลง 3.5 กิโลเมตร .. มันคือ 3.5 กิโลแม้ว นั่นเอง .. เพราะกว่าจะถึงรู้สึกว่าขาเริ่มสั่น ด้วยเส้นทางที่ชันมากเป็นบางช่วง บวกกับดินที่ค่อนข้างเละและลื่น โชคดีที่ฉันเปลี่ยนรองเท้า ไม่งั้นคงเสียดายรองเท้าแล้วก็ทำให้เดินได้ไม่เต็มที่และลื่นล้มอีกเป็นแน่ .. แต่ทางดินแบบนี้ฉันถนัด เดินตัวปลิวละลิ่วเลยทีเดียว

ระยะทางช่วงแรก แรก ยังพอได้เก็บภาพธรรมชาติข้างทางบ้าง เพราะยังเป็นทางเดินในป่าราบธรรมด๊า ธรรมดา แต่พอช่วงหลังกล้องของทุกคนได้ถูกเก็บลงไปในเป้เพราะยังไงก็ไม่สามารถ .. ต้องเอาตัวเองให้รอดจากเส้นทางหฤหรรษ์เสียก่อน .. บางช่วงฉันต้องใช้ 4 wheel drive คือต้องนั่งลงไปกับพื้นเพื่อจะได้ไม่ต้องก้าวลงทางชันโดยไร้ที่จับให้หวาดเสียวเล่น .. ไหนจะต้องคอยระแวงว่าทากจะมาเกาะรึเปล่า ไม่มีใครกลัวการดูดเลือดของมัน แต่ไม่อยากให้มันมาเกาะ ก็เท่านั้นเอง .. แล้วฉันก็แทบกรี๊ด เมื่อมีทากมาเกาะบนขากางเกง 1 ตัว ต้องให้พี่ต่อช่วยเขี่ยมันไปให้พ้น พ้น

น้ำตกหมันแดงที่ตระการตาอยู่เบื้องหน้าทำให้ฉันหายเหนื่อยไปพอสมควร .. น้ำใสไหลเย็นทำให้สดชื่นและชุ่มชื่นหัวใจขึ้นเยอะ นับว่าคุ้มค่ากับการเดินอันแสนเมื่อยล้าทีเดียว .. พวกเราลงกันไปได้แค่ชั้น 5 ก็ลงเดินเล่นในน้ำตก เพราะถ้าลงไปมากชั้นกว่านั้นเกรงว่าจะเดินกลับไม่ทันก่อนมืด .. ยังเหลือระยะทางเดินกลับซึ่งต้องเดินขึ้นทางชันแสนลื่นอีก 3.5 กิโลแม้ว !!!

ฉันได้แต่แช่ขา และเดินเล่นไปมา ถอดรองเท้า ถุงเท้า และขากางเกงออกเพื่อล้างขี้ดินออก จะได้ลื่นน้อยลงช่วงเดินขึ้น .. เสียดายที่ดอกลิ้นมังกรเริ่มช้ำแล้ว และละอองน้ำตกก็แรงเกินกว่าที่จะไปนั่งถ่ายดอกลิ้นมังกรได้ บวกกับความเมื่อยล้าและขี้เกียจส่วนตัวทำให้อดเก็บภาพดอกไม้สวย สวย มา .. ทั้งที่เห็นคุณคมสันกางจ้องส่องดอกไม้อยู่ .. เฮ่อ เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย

ระหว่างเดินกลับ หลายคนเมื่อยขาและปวดขามาก พี่ต่อทำท่าเหมือนจะเป็นลม พี่ปุ๊กกับพี่อั๋นก็ทำท่าจะแย่ แต่ฉันเป็นพวกเดินช้าไม่ได้ เดินช้าแล้วจะยิ่งเหนื่อย และถ้าช้าหรือหยุดอาจจะเดินต่อไปไม่ไหวเป็นภาระคนอื่นซึ่งจะแย่หนักเข้าไปอีก พอพ้นช่วงทางชันฉันเลยเดินนำลิ่วไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่นำทาง พี่เม่นเดินตามมา ที่เหลือยังรวมตัวกันอยู่ท้าย ท้าย .. ฉันพยายามจะเดินให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด ยุงเริ่มตอมหึ่ง พี่เม่นเริ่มช้าลงไปอยู่กับกลุ่มหลัง แต่ฉันหยุดไม่ได้เสียแล้ว

สภาพของทุกคนสะบักสะบอมอ่อนเปลี้ยเพลียแรง .. นับว่ายังเป็นโชคดีของฉันที่ไปเล่นฟิตเนสมาหลายเดือนทำให้ไม่ปวดขามากนักในตอนนั้น (แต่ตอนที่นั่งพิมพ์อยู่นี่ก็ตึงหน้าขาไปหมด -_-) .. หลังจากที่พักกันสักครู่ก็นั่งรถตู้สู่ภูทับเบิก ระหว่างทางได้แวะจุดชมวิวซึ่งสวยงามมาก ฉันเห็นแล้วประทับใจเหลือเกิน .. อากาศเริ่มเย็นลง คืนนี้จะหนาวขนาดไหนกันนะ

หมู่บ้านชาวม้งบนภูทับเบิกปลูกกะหล่ำปลีบนเขากันเป็นทิวยาวสวยงาม พวกเราได้แต่พูดกันว่าชาวม้งช่างเดินเก่ง พวกเราแค่เดินลงน้ำตกก็เมื่อยกันจะแย่ แต่พวกเราต้องปลูกกะหล่ำกันบนเขา ไม่รู้ว่าใช้สลิงโรยตัวกันด้วยรึเปล่า

พอถึงที่พักพวกเราได้อาบน้ำอาบท่าชำระขี้ดินขี้โคลนออกจากร่างกาย แล้วก็ได้รับประทานอาหารเย็นแบบง่าย ง่าย แต่รสชาติอร่อยทีเดียว แถมยังได้ดูการแสดงของเด็ก เด็ก ชาวม้ง ก่อนที่จะนั่งกรึ๊บเหล้าเพื่ออบอุ่นร่างกาย พร้อมกับการคุยอย่างสนุกสนาน ก่อนเข้านอนและหลับสบายยันเช้าโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 พวกเราล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน แล้วก็กินข้าวต้ม กาแฟ ขนมปัง เพื่อเพิ่มพลังงาน .. วันนี้แล้วที่เราจะได้ลุยกระแสน้ำเข็กกัน

ก่อนจะเดินทางสู่ลำน้ำเข็ก พวกเราได้แวะไปบนจุดสูงสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์กันด้วย .. บนนั้นวิวสวยงามมากจริง จริง ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราด้วยที่ท้องฟ้าแจ่มใส และไม่เจอฝนสักเม็ดตลอดการเดินทาง .. ภาพของก้อนเมฆสีขาวเป็นปุยหนาบนยอดเขา เหมือนกับเราอยู่บนท้องฟ้าจริง จริง .. นึกแล้วก็อยากจะมีที่แถวนั้นสักแปลง ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ได้ดูวิวสวย สวย ทุกวัน .. พี่อั๋นบอกว่าน่าจะมีเงินเยอะ เยอะ จะได้ซื้อที่แถวนั้น แล้วซื้อเฮลิคอปเตอร์สักลำ ไว้บินไปทำงานที่กรุงเทพฯ .. แหม .. ไอเดียเริ่ดจริง จริง ค่ะ

แล้วรายการเด็ดประจำทริปก็มาถึง .. การล่องแก่งน้ำเข็กกำลังรอคอยพวกเราอยู่เบื้องหน้า หลังจากที่ได้เพิ่มพลังด้วยข้าวกล่องกันแล้ว

เจ้าหน้าที่ที่จะไปกับเราด้วยแนะนำวิธีการล่องแก่ง ให้เราสวมใส่เสื้อชูชีพ หมวกกันน็อค และถุงมือ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะได้เจอกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก .. ลำน้ำเข็กสีกาแฟไหลระเรื่อยรอให้พวกเราลงไปสัมผัส

แก่งแรก แรก ยังไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ .. ยังอยู่ในระดับ 1-2 อยู่ .. มีบางช่วงที่พวกเราได้ลงเล่นน้ำ น้ำเย็นเจี๊ยบทำให้หนาวสั่นไปเหมือนกัน ยังดีที่มีเสื้อชูชีพที่ช่วยกันลมและให้ความอบอุ่นร่างกาย .. หลังจากนั้น ความยากของการล่องแก่งเริ่มเข้าสู่ระดับ 3-5

เจ้าหน้าที่บอกให้เรา พายครับ พาย .. หรือไม่ก็ จับเชือกครับ .. กิ่งไม้ครับ ก้มหน้าครับ .. ล็อคขาดี ดี นะครับ กำลังจะถึงแก่งแล้ว

แก่งสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งน้ำเข็ก มาซาโยะเกือบจะตกจากเรือ โชคดีที่เจ้าหน้าที่คว้าขึ้นมาได้ทัน ฉันเหลือบไปเห็นขาของมาซาโยะหลุดออกไปนอกเรือแล้วข้างนึง .. คงจะตื่นเต้นและกลัวไม่น้อยทีเดียว .. แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีใครตกเรือ ไม่มีใครได้รับอันตราย .. ได้รับไปแต่ความสนุก ตื่นเต้น เต็มกระเป๋าเลยทีเดียว

หลังจากอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนกันเล็กน้อย พวกเราไปแวะนมัสการพระพุทธชินราชกันก่อน จากนั้นก็แวะกินข้าวต้มที่นครสวรรค์ ก่อนมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร

ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกมากสำหรับฉัน เป็นทริปที่ฉันจะจำไปอีกนาน แม้ว่ามันอาจจะมีเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจสบายกายบ้างเล็กน้อย แต่มันก็ผ่านพ้นไปด้วยดี และหวังว่าจะมีทริปสนุก สนุก อย่างนี้อีก ในเร็ววัน

:- )

ปล.1 รายละเอียดสนุก สนุก ของทริปนี้มันมีเยอะจนเขียนเล่าไม่หมด คงได้แต่เก็บเป็นความประทับใจเอาไว้ และคงจะโม้กันในกลุ่มไปอีกทุกครั้งที่ได้เจอ

ปล.2 ขอบคุณทีมงานของ trekkingthai.com ที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี พร้อมคำแนะนำต่าง ต่าง ไว้ทริปหน้าเจอกันอีกนะ

ปล.3 ขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ทำให้ทริปนี้มีสีสันสวยงามสดใส และขอบคุณพี่เม่นที่เริ่มขบวนการ และยืนยันว่าจะฝ่าน้ำป่าไหลหลากไป ทำให้ทริปนี้สนุกสนาน ไม่ต้องแย่งล่องแก่งกับใคร เพราะไม่มีใครกล้าไปเที่ยว .. เย้ !!!

ปล.4 ดูรูป คลิกที่นี่ จ้ะ

.

.

.

.

eXTReMe Tracker

Comment

Comment:

Tweet


สวยมากๆๆ เลยอยากไปจาง ใครเห็นด้วยโพตส์หน่อยนะค่ะ big smile
#4 by น้องหมู และจุ๋ม (61.19.108.98) At 2007-11-12 14:07,
พี่พีชจ๋า อยากล่องแก่งน้ำว้า หลังไมส์น้องมาได้เลย

มีทัวร์ล่องแก่งน้ำว้า สามวันสองคืน นอนโฮมสเตย์ แนะนำจ๊ะ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของจังหวัดน่าน พี่พีชจะได้ราคาถูก เดี๋ยวปอแนะนำให้จ๊ะ
#3 by Backpacker At 2006-09-11 17:12,
เป็นการเดินทางที่น่าสนุกนะคะ
บางครั้งก็รูสึกว่าการอยู่ในเมืองนาน ๆ มันทำให้ชีวิตตายไปครึ่งนึง

ได้ไปเที่ยวธรรมชาติบ้าง
คงได้ชุบชีวิตส่วนที่มันตายไปให้ฟื้นกลับมาได้บ้าง

คลิ๊กเข้าไปดูภาพมาแล้วค่ะ
สวยมากเลย
#2 by ??? At 2006-09-05 23:29,
รูปสวยมั่กๆๆเรยค่ะ ดีจังเรยได้เที่ยวภูเขา แต่กลัวทากอ้ะ ขอบคุณที่นำรูปมาให้ดูนะคะ ฝีมือเฉียบเหมือนเดิม
#1 by nanak At 2006-09-05 22:40,

PeAcH_a_Ja
View full profile